IT情報ならキーマンズネット

製品 新着情報

留守モードLite (ドコモ・システムズ)

OpenStandiaソリューション/シングルサインオン (野村総合研究所)

WebFOCUS (アシスト)

IT-Guardians (コニカミノルタビジネスソリューションズ)

ExchangeUSEワークフロー (富士電機システムズ)

SPAM WATCHER (アンペール)

ITカテゴリ関連情報

基幹システム

情報系システム

ネットワーク

運用管理

サーバ・ストレージ

セキュリティ

PC・モバイル

OS

WEB構築

開発

OA・周辺機器


ブログで読み解くIT用語辞典


最新キーワード解説

 

ノウハウ解説

 

IT製品入門

นิติบุคคล

1/22

จาก , the free encyclopedia

ข้ามไปที่: ป้ายบอกทาง, ค้นหา
ตัวอย่างใบรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลด้านพาณิชย์ของไทย ให้ไว้โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

นิติบุคคล (อังกฤษ: juristic person) คือ กลุ่มบุคคล องค์กร หรือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นกองทุนเพื่อดำเนินกิจการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งกฎหมายสมมุติให้เป็นบุคคลทั้งที่จริงแล้วมิใช่บุคคลเลยเพื่อให้มีสิทธิและหน้าที่ทั่วไปเหมือนบุคคลธรรมดา และมีสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติหรือภายในขอบเขตหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ นิติบุคคลจะมีได้ก็แต่โดยอำนาจแห่งกฎหมายจัดตั้งขึ้น เดิมเรียกว่า "บุคคลนิติสมมุติ" หรือ "บุคคลนิติสมมติ"[1]

เนื้อหา

[แก้] ประเภทของนิติบุคคล

นิติบุคคลนั้นจะมีได้ก็แต่โดยอำนาจแห่งกฎหมายจัดตั้งขึ้น เช่น พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551 บัญญัติให้มีการจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนขึ้นเป็นองค์การมหาชนโดยให้มีสถานะเป็นนิติบุคคล[2]

ตามกฎหมายไทยนั้น แบ่งประเภทนิติบุคคลไว้เป็นเจ็ดจำพวก ดังต่อไปนี้ 1) ทบวงการเมือง 2) วัดวาอาราม 3) ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว 4) บริษัทจำกัด 5) สมาคม 6) มูลนิธิ และ 7) นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้น (มาตรา 65 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) [3]

[แก้] ทบวงการเมือง

ทบวงการเมือง (อังกฤษ: administrative department (นิติศาสตร์) , public body (รัฐศาสตร์) ) คือ ส่วนราชการและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นที่มีสภาพเป็นนิติบุคคลและมีอำนาจหน้าที่ในทางปกครอง ซึ่งได้แก่

1. ราชการส่วนกลาง (อังกฤษ: central administration) ได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการที่เรียกชื่อย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ประเภทหลังนี้เช่น ราชบัณฑิตยสถานซึ่งมีฐานะเป็นกรมแต่ไม่ได้มีชื่อเรียกกว่ากรม เป็นต้น

2. ราชการส่วนภูมิภาค (อังกฤษ: provincial administration) ได้แก่ จังหวัดอย่างเดียวเท่านั้น ถึงแม้ว่าราชการส่วนภูมิภาคจะแบ่งออกเป็นจังหวัดและอำเภอก็ตาม อำเภอมิได้มีกฎหมายบัญญัติให้เป็นนิติบุคคลแต่อย่างใด

3. ราชการส่วนท้องถิ่น (อังกฤษ: local administration) ได้แก่ องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นอื่น ๆ ที่มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น

[แก้] วัดวาอาราม

วัดวาอาราม (อังกฤษ: monasteries) หมายเอาแต่วัดวาอารามของพุทธศาสนาซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วเท่านั้น วัดวาอารามของพุทธศาสนาที่มิได้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่ถือเป็นนิติบุคคล แต่ให้ถือเป็นสำนักสงฆ์เท่านั้น ส่วนวัดวาอารามของศาสนาอื่นจะเป็นนิติบุคคลได้ก็ต่อเมื่อจดทะเบียนเป็นวัดวาอารามตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ แล้ว เช่น กฎหมายว่าด้วยมัสยิดอิสลาม และกฎหมายว่าด้วยลักษณะฐานะของวัดบาทหลวงโรมันคาทอลิกในประเทศไทย เป็นต้น

[แก้] ห้างหุ้นส่วน

ห้างหุ้นส่วน (อังกฤษ: partnership) ที่จะเป็นนิติบุคคลได้ต้องเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว โดยมาตรา 1012 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยว่า ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นจัดตั้งขึ้นได้โดยบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปมาตกลงกันว่าจะทำกิจการด้วยกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งสันปันส่วนกำไรที่ได้จากกิจการนั้น แล้วทำสัญญากันไว้เพื่อการจัดตั้งเช่นว่า สัญญานี้เรียก "สัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วน" ซึ่งในมาตราถัดมาได้จำแนกห้างหุ้นส่วนเป็นสองจำพวกคือ[3]

1. ห้างหุ้นส่วนสามัญ (อังกฤษ: ordinary partnership หรือ universal partnership) คือ ห้างหุ้นส่วนที่ผู้เป็นหุ้นส่วนทั้งหมดต้องรับผิดร่วมกันในหนี้ทั้งปวงของห้างนั้น (มาตรา 1025 และมาตรา 1015 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด (อังกฤษ: limited partnership) คือห้างหุ้นส่วนที่มีผู้เป็นหุ้นส่วนสองจำพวก จำพวกหนึ่งมีหน้าที่รับผิดในหนี้ของห้างนั้นจำกัดตามจำนวนเงินที่ตนรับว่าจะลงหุ้น และอีกจำพวกมีหน้าที่ต้องรับผิดในหนี้ของห้างโดยไม่จำกัดจำนวน (มาตรา 1077 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์) โดยห้างหุ้นส่วนจำกัดจะต้องจดทะเบียนเสมอ

[แก้] บริษัทจำกัด

บริษัทจำกัด (อังกฤษ: limited company) คือ บริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ บริษัทจำกัดนี้จะเป็นนิติบุคคลได้ต่อเมื่อจดทะเบียนตามกฎหมายแล้ว (มาตรา 1015 และมาตรา 1096 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

[แก้] สมาคม

สมาคม (อังกฤษ: association) คือ นิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกันและมิใช่เป็นการหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน สมาคมต้องมีข้อบังคับและจดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (มาตรา 78 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

[แก้] มูลนิธิ

มูลนิธิ (อังกฤษ: foundation) คือ ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษา หรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และเมื่อได้จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้วก็มีสถานะเป็นนิติบุคคล (มาตรา 110 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

มูลนิธิเป็นคำสมาสระหว่าง "มูล" (รากเหง้า, ทั้งหมดทั้งสิ้น, โคตร) + "นิธิ" (ขุมทรัพย์) แปลว่า บ่อรวมแห่งทรัพย์สิน[4]

ทรัพย์สินของมูลนิธินั้นต้องได้รับการบริหารจัดการไปในทางที่มิใช่เพื่อหาประโยชน์ให้แก่บุคคลใด แต่ต้องเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งมูลนิธินั้น ๆ

ในการจัดตั้งมูลนิธินั้นจะต้องมีการวางข้อบังคับซึ่งอย่างน้อยต้องเกี่ยวกับชื่อมูลนิธิ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่และสำนักงานสาขาทั้งมวล ทรัพย์สินที่มีขณะจัดตั้ง วิธีการบริหารจัดการทรัพย์สิน และคณะกรรมการมูลนิธิ โดยจะต้องกำหนดตัวกรรมการมูลนิธิไว้ด้วยเลยในคราวนั้น และตัวกรรมการนี้อย่างน้อยต้องมีสามคนให้เป็นผู้ดำเนินกิจการของมูลนิธิตามกฎหมายและตามข้อบังคับนั้น[5]

[แก้] นิติบุคคลอื่น ๆ

นิติบุคคลอื่น ๆ ที่กฎหมายจัดตั้งขึ้น เป็นเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งปัจจุบันนิติบุคคลประเภทนี้ก็มีอยู่อักโข ส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ องค์กร องค์การต่าง ๆ ตามแต่กฎหมายจะระบุให้เป็นนิติบุคคล เช่น การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ฯลฯ

[แก้] สิ่งประกอบสภาพนิติบุคคล

[แก้] ชื่อ

นิติบุคคลต้องมีชื่อตามแต่กฎหมายจะมอบให้ หรือตามที่กฎหมายบัญญัติให้ตั้งไว้ แต่ไม่จำเป็นต้องมีชื่อสกุล ชื่อของนิติบุคคลได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ผู้ใดจะมาใช้ซ้ำหรือเอาไปหาประโยชน์ใด ๆ โดยมิชอบมิได้

[แก้] ภูมิลำเนา

นิติบุคคลมีภูมิลำเนาได้สามกรณีดังต่อไป 1) ภูมิลำเนาอันเป็นถิ่นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่หรือที่ทำการ 2) ภูมิลำเนาที่เลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามแต่จะกำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้ง หรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ หรือ 3) ภูมิลำเนาอันเป็นที่ตั้งของที่ทำการสาขาหรือสำนักงานสาขา โดยให้เป็นภูมิลำเนาสำหรับกิจการที่ได้ทำ ณ สาขานั้น ๆ

[แก้] สัญชาติ

การกำหนดให้นิติบุคคลมีสัญชาติก็เพื่อควบคุมการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว[6]

โดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 พร้อมด้วยกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติม[7] [8] [9] กำหนดให้ถือว่านิติบุคคลดังต่อไปนี้เป็นนิติบุคคลที่มิได้มีสัญชาติไทยด้วย ได้แก่ 1) นิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวร่วมทุนตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนทุนทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น 2) นิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นสมาชิกตั้งแต่กึ่งหนึ่งของจำนวนหุ้นส่วนหรือสมาชิกทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น และ 3) ห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนที่ทะเบียนโดยมีคนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการหรือเป็นผู้จัดการ

[แก้] วัตถุประสงค์

[แก้] สิทธิและหน้าที่ของนิติบุคคล

นิติบุคคลนั้นมีสิทธิและหน้าที่โดยทั่ว ๆ ไปเหมือนอย่างบุคคลธรรมดา แต่จะมีสิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะด้วยตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือภายในขอบเขตหรือวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ (มาตรา 66 และมาตรา 67 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[3])

สิทธิและหน้าที่โดยเฉพาะดังกล่าว เช่น วัดวาอารามมีวัตถุประสงค์เพื่อการศาสนา บริษัทมีวัตถุประสงค์เพื่อประกอบธุรกิจการค้าหากำไร พรรคการเมืองที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้วมีวัตถุประสงค์ดำเนินกิจการทางการเมือง เป็นต้น

แต่สิทธิและหน้าที่อย่างบุคคลธรรมดา ใช่ว่านิติบุคคลอาจมีได้ทั้งหมด เช่น นิติบุคคลไม่อาจมีครอบครัวได้จึงไม่มีสิทธิในครอบครัว และนิติบุคคลไม่อาจทำการสมรสและมีบุตรสืบเผ่าพงศ์วงศ์วานได้ก็ไม่มีสิทธิเกี่ยวกับการสมรสและบุตร เป็นต้น

[แก้] การบริหารจัดการนิติบุคคล

[แก้] ผู้แทนของนิติบุคคล

นิติบุคคลเป็นบุคคลที่สมมุติขึ้นเท่านั้น หาได้มีชีวิตจิตใจและความรู้สึกนึกคิดอย่างมนุษย์เราไม่ จึงไม่สามารถทำกิจการใด ๆ ได้เอง และไม่สามารถแสดงเจตนาหรือความประสงค์ของตนเองได้ ต้องจัดให้มีผู้ทำแทน และผู้ทำแทนนี้เรียก "ผู้แทนของนิติบุคคล" (อังกฤษ: delegate of a juristic person หรือ representative of a juristic person) โดยจะเป็นบุคคลเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้แล้วแต่จะกำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ (มาตรา 70 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[3])

ผู้แทนของนิติบุคคลย่อมเรียกชื่อแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของนิติบุคคลนั้น ๆ เช่น ผู้แทนของราชบัณฑิตยสถานได้แก่เลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน, ผู้แทนของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้แก่ผู้อำนวยการของโรงเรียนนี้ (โรงเรียนรัฐของไทยมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ), ผู้แทนขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยได้แก่ผู้อำนวยการขององค์การนี้, ผู้แทนของวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหารได้แก่เจ้าอาวาสของวัดนี้, ผู้แทนของพรรคพลังประชาชนได้แก่บรรดากรรมการบริหารของพรรคนี้ เป็นต้น

[แก้] ความรับผิดของผู้แทนของนิติบุคคล

กฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ จะได้กำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้แทนของนิติบุคคลนั้นไว้ด้วย เช่น ในการลงนามของกรรมการผู้จัดการของบริษัท ก ในฐานะเป็นผู้แทนของบริษัทต้องประทับตราของบริษัทกำกับไปด้วย มิเช่นนั้นการนั้นมิให้ผูกพันกับบริษัท เป็นต้น

นอกจากนี้ ผู้แทนของนิติบุคคลต้องปฏิบัติการภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น ๆ การใดที่ผู้แทนของนิติบุคคลได้แสดงเจตนาหรือความประสงค์ไว้ในนามของนิติบุคคลนั้นโดยเป็นไปตามวัตถุประสงค์เช่นว่าแล้ว นิติบุคคลนั้นย่อมต้องรับผิดชอบในผลแก่การนั้นด้วย และหากการเช่นว่าได้ก่อความเสียหายต่อบุคคลอื่น นิติบุคคลนั้นก็ต้องรับผิดไปด้วย เว้นแต่ความเสียหายนั้นเกิดจากการอันนอกเหนือวัตถุประสงค์ของนิติบุคคล ผู้แทนของนิติบุคคล เช่น ผู้จัดการและกรรมการทั้งหลายของบริษัทที่ออกเสียงลงมติให้กระทำการนั้น ๆ ต้องรับผิดเป็นการเฉพาะตัว (มาตรา 76 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[3])

[แก้] การปฏิบัติการของผู้แทนของนิติบุคคล

ผู้แทนของนิติบุคคลปฏิบัติการในนามของนิติบุคคลนั้นภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของนิติบุคคลนั้น

ในกรณีที่กฎหมายหรือตราสารจัดตั้งหรือข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ ระบุให้ผู้แทนของนิติบุคคลได้แก่บุคคลหลายคน และมิได้กำหนดเงื่อนไขเป็นพิเศษ การกระทำความตกลงในการดำเนินกิจการต่าง ๆ ของนิติบุคคลเช่นว่าจะต้องเป็นไปตามเสียงข้างมากของบรรดาผู้แทนด้วยกันนั้น (มาตรา 71 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[3])

ในกรณีที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของผู้แทนของนิติบุคคล แต่ผู้แทนฯ ได้กระทำการทุจริตโดยอ้างอิงอำนาจเดิมก่อนมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเช่นว่า กฎหมายได้คุ้มครองบุคคลผู้มาติดต่อด้วยนิติบุคคลนั้นโดยสุจริตและมิทราบการแก้ไขเปลี่ยนแปลงดังกล่าวว่า นิติบุคคลนั้นจะนำข้อจำกัดในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนี้เป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกมิได้ เว้นแต่บุคคลภายนอกนั้นจะล่วงรู้ถึงการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นแล้ว ถ้าเกิดมีความเสียหายขึ้น บุคคลภายนอกนั้นจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายจากนิติบุคคลดังกล่าวไม่ได้เลยเพราะถือว่ากระทำการโดยไม่สุจริต (มาตรา 72 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์[3])

[แก้] การรับผิดทางอาญาของนิติบุคคล

เนื่องจากนิติบุคคลมีสิทธิและหน้าที่ต่าง ๆ ได้นอกจากบรรดาสิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพแล้วจะพึงมีพึงเป็นได้ก็แต่โดยบุคคลธรรมดา ดังนั้น นิติบุคคลอาจต้องรับผิดทางอาญาได้ เช่น ตามกกฎหมายศุลกากรเกี่ยวกับการชำระภาษี หรือตามกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสภาพแวดล้อมในการจัดการมลพิษ

บางทีผู้แทนของนิติบุคคลอาจต้องรับผิดทางอาญาร่วมกับนิติบุคคลด้วย เช่น ศาลอาจพิพากษาลงโทษผู้อำนวยการโรงเรียน ก ไก่ในเล้า ในฐานะเป็นตัวแทนของโรงเรียนดังกล่าว โดยให้ปรับโรงเรียน ก ไก่ในเล้า และให้จำคุกผู้อำนวยการ ในฐานะที่ได้กระทำความผิดฐานรับแป๊ะเจี๊ยะให้เด็กชาย ค ควายของเรา และเด็กหญิง ง งูเข้านา เข้าเรียนโดยมิได้เป็นผู้สอบคัดเลือกได้

[แก้] การสิ้นสุดลงของนิติบุคคล

นิติบุคคลจะถึงแก่อวสานก็แต่โดยเหตุดังต่อไปนี้[10]

1. เมื่อศาลสั่งให้เลิกกิจการตามคำร้องขอของพนักงานอัยการหรือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เนื่องเพราะนิติบุคคลนั้นได้จัดตั้งขึ้นโดยขัดหรือแย้งกับกฎหมาย หรือได้กระทำการฝ่าฝืนหรือนอกเหนือจากบทบัญญัติในกฎหมายหรือตราสารจัดตั้ง

2. เมื่อศาลสั่งให้ล้มละลาย เหตุว่ามีหนี้สินล้นพ้นตัวขนาดที่ไม่อาจชำระหนี้นั้นให้หมดได้ และ/หรือมีหนี้เป็นการแน่นอนมากกว่าสองล้านบาท (มาตรา 1055 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์)

3. เมื่อครบอายุเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารก่อตั้ง หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ ว่าจะก่อตั้งกี่ปี

4. เมื่อบรรลุวัตถุประสงค์ทั้งปวงตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายหรือตราสารก่อตั้ง หรือตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของนิติบุคคลนั้น ๆ กล่าวคือ เมื่อวัตถุประสงค์ได้บรรลุหมดแล้ว ก็ไม่มีการอันใดจะให้ทำอีก ก็ย่อมสิ้นสภาพไปโดยปริยาย

5. ในกรณีที่เป็นนิติบุคคลที่ก่อตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ เช่น องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หากกฎหมายที่จัดตั้งขึ้นถูกยกเลิก องค์การฯ ก็สิ้นสุดลงด้วย เป็นต้น เว้นแต่มีการกำหนดไว้เป็นอื่น

[แก้] อ้างอิง

  1. ^ กนกวรรณ ทองตะโก. (2551, 26 มิถุนายน). บุคคล/บุคคลธรรมดา/นิติบุคคล. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?ID=2457. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  2. ^ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 22 กันยายน). พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2551. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawPDF.jsp?LType=2A&formatFile=pdf&vID=3. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  3. ^ 3.0 3.1 3.2 3.3 3.4 3.5 3.6 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2551, 10 มีนาคม). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.krisdika.go.th/lawHeadPDF.jsp?formatFile=pdf&hID=0. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  4. ^ ราชบัณฑิตยสถาน. (2551, 9 กุมภาพันธ์). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  5. ^ อรพินท์ ขจรอำไพสุข. (2548). "ผู้ทรงสิทธิ". ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย. (พิมพ์ครั้งที่หก). มานิตย์ จุมปา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 207.
  6. ^ อรพินท์ ขจรอำไพสุข. (2548). "ผู้ทรงสิทธิ". ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย. (พิมพ์ครั้งที่หก). มานิตย์ จุมปา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 208.
  7. ^ "ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515". (2515, 25 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 89, ตอนที่ 180, ฉบับพิเศษ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2515/A/180/1.PDF. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  8. ^ "พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 พ.ศ. 2521". (2521, 21 กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 95, ตอนที่ 73, ฉบับพิเศษ). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2521/A/073/8.PDF. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  9. ^ "พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 281 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535". (2535, 27 กุมภาพันธุ์). ราชกิจจานุเบกษา, (เล่ม 109, ตอนที่ 14). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2535/A/014/1.PDF. (เข้าถึงเมื่อ: 3 ตุลาคม 2551).
  10. ^ อรพินท์ ขจรอำไพสุข. (2548). "ผู้ทรงสิทธิ". ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกฎหมาย. (พิมพ์ครั้งที่หก). มานิตย์ จุมปา, บรรณาธิการ. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. หน้า 210-211.



 1  2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16   17   18   19   20   21   22 

[記事全文]